![]() ครั้งหนึ่งผมเคยตำหนิเกม Sumioni : Demon Arts ของ vita (ปี 2012) ที่คุณภาพของเกมทำได้ด้อยมากเมื่อเทียบกับ Muramasa : The Demon Blade ของ wii (ปี 2009) อย่างไรก็ตามทีมผู้ผลิต (Vanillaware) ของ Muramasa : The Demon Blade เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าการแปลงระบบต้องใช้เวลามาก อีกทั้งทีมงานในขณะนั้นก็มีเพียง 21 คน นับจากวันนั้นผมก็ไม่คิดว่ามันจะได้ไปลงแพลตฟอร์มอื่นอีก และก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่มันมาลง vita (ปี 2013) ทำให้ภาพที่สวยงามอยู่แล้วคมชัดขึ้นในแบบ HD ก่อนอื่นผมคงต้องออกตัวก่อนเลยครับว่าผมเองเล่นเวอร์ชั่น wii มาแล้ว และเนื่องจากความอาร์ตของมันทำให้ผมไม่ลังเลที่จะตามมาเล่นใน vita อีกครั้ง (เกม vita ลำดับที่ 57 ที่ผมมีตอนนี้) แม้จะผิดหวังอยู่บ้างที่ขนาดภาพเล็กลงเหลือเพียงจอ 5 (ผมเล่นใน wii ต่อจอ LCD 42 เมื่อปี 2009) รวมถึงระบบการบังคับด้วย Wiimote และ Nunchuk ตามต้นฉบับเดิมมันจับถนัดมือกว่าการบังคับบนเครื่อง vita ทั้งสองจุดนี้คืออคติเดิมที่ผมมี ผมจึงต้องตัดมันทิ้งออกไปแล้ววางขอบเขตไว้ที่เวอร์ชั่น vita เพื่อรีวิวฉบับนี้ ![]() Muramasa : Rebirth (โซน jp วางจำหน่าย 28 มีนาคม 2013) มีเกมเพลย์แบบ Action RPG ถ้าเปรียบเทียบให้เกมเมอร์รุ่นเก๋านึกออกก็คงต้องไปเทียบกับซีรีย์ Ganbare Goemon (ปี 1986 - 2011) นู้นเลยล่ะครับ ตัวเกมมีระดับความยากเริ่มต้นให้เลือก 2 ระดับคือ Muso (ง่าย) และ Shura (ปานกลาง) สามารถเลือกเล่นตัวละครได้ 2 ตัวคือ Momohime และ Kisuke ทั้งสองตัวละครเดินเนื้อเรื่องแยกกันเป็นเอกเทศทำให้เสมือนได้เกม 2 in 1 แต่ว่าตัวละครอื่นที่พบในเนื้อเรื่องในเกมจะมีบทบาทสำคัญกับตัวละครอีกตัวหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าได้เล่นครบทั้งสองเนื้อเรื่อง ก็จะอินไปกับเรื่องราวที่มาที่ไปมากๆ (และเมื่อถึงเวลานั้นก็คงต้องเสียเงินซื้อ DLC อย่างแน่นอน) โครงเรื่องในเกมใช้ยุคสมัยของโชกุน Tokugawa Tsunayoshi มีการรวบรวมงานศิลป์โบราณมาใช้เป็นต้นแบบในการวาดฉากต่างๆ ด้วยความประณีตของทีมงานแม้จะเป็นฉาก 2D Action แต่ก็ยังวางเลเยอร์ไว้ถึง 10 ระดับ ความสวยงามและสีสันของฉากแทบจะเหมือนกำลังดูงานที่เลียนแบบศิลปะโบราณมาอย่างไงอย่างงั้น (แน่นอนว่ามันสวยงามมาก แต่ในเชิงคุณค่าคงต้องให้เครดิตงานภาพโบราณต้นตำหรับมากกว่า) ![]() - Muramasa เป็นชื่อดาบในตำนานซึ่งเล่ากันมาว่า สามารถฟาดฟันทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แม้แต่ใบไม้ที่ปลิวผ่านมาโดนยังถูกคมดาบฉีกขาด บ้างก็ว่าเป็นดาบปิศาจ บางตำนานบอกว่าเป็นดาบที่ ซาซากิ โคจิโร่ ใช้ต่อสู้กับ มิยาโมโตะ มุซาชิ ในส่วนของเกมนี้ผู้เล่นสามารถค้นหาดาบสุดยอด Oboro Muramasa เพื่อนำไปสู้ฉากจบแบบสมบูรณ์ได้นะครับ (ฉากจบแต่ละตัวละครมี 3 แบบ) เมื่อถึงเวลานั้นคุณก็จะรู้ว่า ดาบ Muramasa สามารถฟาดฟัน ทุกสิ่ง ที่อยู่ตรงหน้าได้จริงหรือไม่ - Momohime เจ้าหญิงแห่ง Narukami เธอกำลังจะแต่งงานกับ Yagyu Yukinojyo แต่ดันเกิดเหตุวุ่นวายเสียก่อน ภายหลังจึงถูกพลังของ Jinkuro เข้าสิงร่าง ทำให้ตัวจริงของ Momohime กลายเป็นเพียงวิญญาณ ซึ่งถ้าหากเป็นแบบนี้ต่อไปเธออาจจะเป็นอันตรายได้ บทบาทการผจญภัยของทั้งคู่นำมาซึ่งประโยคที่ซาบซึ้งกินใจ สุดท้ายแล้วเมื่อ Momohime ได้กลับเข้าร่างเดิมอีกครั้ง Jinkuro จะเป็นเช่นไรต่อไป เพื่อนๆลองเล่นกันดูนะครับ (วิญญาณหน้าผู้หญิงในเกมคือ ร่างวิญญาณของ Momohime ตัวจริงนั่นเอง) - Kisuke นินจาที่สูญเสียความทรงจำ ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนเองจึงถูกตามไล่ล่า ระหว่างที่กำลังเดินทางเพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับตัวตนของเขา ผู้เล่นจะได้พบตัวละคร Yagyu Yukinojyo (คนที่ Momohime กำลังจะแต่งงานด้วย) และมีเนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ Jinkuro ด้วย (ผู้ที่สิงร่าง Momohime) อย่างไรก็ตามความจริงทั้งหมดจะปรากฏออกมาเมื่อผู้เล่นได้เล่นจนพบฉากจบทั้ง 3 แบบ - Muramasa : Rebirth มี DLC ออกมาขาย ผู้เล่นจึงควรซื้อแผ่นเกมให้ตรงกับโซนไอดีด้วยนะครับ เนื้อเรื่องที่ขายจะเป็นตัวละครใหม่อีก 4 ตัว คือ Nekomata , The country bumpkin , Arashimaru และ Oni-musume ผมเดาว่าทั้งสี่ตัวละครนี้อาจจะมีบางตัวที่เป็นตัวละครดังเดิมที่เคยวางแผนงานไว้เมื่อปี 2009 แต่ถูกตัดทิ้งเหลือเพียง Momohime กับ Kisuke เนื่องจากงบไม่เพียงพอ (คุณ George Kamitani เคยให้สัมภาษณ์ว่า ได้คิดตัวละครเอาไว้หลายตัวเพื่อเชื่อมโยงเกมนี้กับ Princess Crown แต่เพราะงบประมาณมีจำกัดจึงตัดเหลือเพียง 2 ตัวละคร) ![]() โดยส่วนตัวผมชอบเกมนี้มาตั้งแต่ตอนมันลงเครื่อง wii แล้วล่ะครับ ถ้าให้บอกข้อดีก็คงเป็นเรื่องของงานภาพที่สวยงามเหมือนดูศิลปะญี่ปุ่นโบราณและหากเข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นก็จะอินไปกับบทบาทของตัวละครในเนื้อเรื่อง ทั้งสองส่วนนี้ผมมองว่าเป็นจุดแข็งของเกม Muramasa : Rebirth จนทำให้ส่วนที่ดูแย่ถูกมองข้ามไปเลย แต่ถ้าสังเกตให้ดีเกมนี้มันก็ยังไม่สมบูรณ์นัก เช่น โมเดลฉากในเกมมีการใช้ซ้ำ ไม่ได้ถูกวาดมาใหม่ทั้งฉาก , เกมเพลย์ยังใช้ระบบโบราณ โดยการตัดฉากเข้าสู้โหมดต่อสู้ , เนื้อเรื่องในส่วนของ RPG ดูเหมือนชาวบ้านทุกคนจะยืนรอตัวเอกให้เข้าไปคุย , ไม่มีเควสย่อยให้ทำเหมือนเกมยุคใหม่ , เล่น co-op ไม่ได้ และ ออนไลน์ไม่ได้ , เนื้อเรื่องเดินเป็นเส้นตรง ตายตัว ไม่มีทางเลือกอื่นให้เลือก , ระบบอัพเกรดดาบไม่ซับซ้อน , ฉากบางส่วนดูไม่สมเหตุสมผล เช่น ภาพตอนกินอาหาร (เดิมทีผู้ผลิตตั้งใจจะให้ใช้ Wiimote แทนตะเกียบและใช้การบังคับแบบ Motion controller ในเกมเพลย์หลัก แต่ภายหลังได้ตัดสินใจถอดการบังคับแบบนี้ทิ้งไปทั้งหมด) , คอมโบในเกมไม่หลากหลายเหมือนเกมยุคใหม่ , หากไม่ได้อยู่ในโหมดต่อสู้ ตัวเกมเพลย์แทบจะเหมือนเกมเดินเก็บไอเทม เดินไปเดินมา ไม่มีอะไรเลย , และสุดท้ายคือ Muramasa : Rebirth แทบจะเหมือนกับเวอร์ชั่น wii เป๊ะๆ ทำให้คนที่เคยเล่นจบทุกแบบมาแล้วแทบจะไม่มีอะไรให้ค้นหาอีกเลย ![]() สรุป Muramasa : The Demon Blade เป็นเกมที่ดีมากในปี 2009 น่าเสียดายที่ออกมาช้าเกินไปในเวอร์ชั่น Muramasa : Rebirth ปี 2013 อีกทั้งตัวเกมแทบจะรีมาสเตอร์มาจากต้นฉบับทำให้คนที่เคยเล่นเวอร์ชั่น wii มาแล้ว คงต้องรอความหวังจากการซื้อ DLC เพิ่มนั่นเอง อย่างไรก็ตามถ้าจะเล่นเกมนี้ให้สนุกและดื่มด่ำกับศิลปะสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ ผู้เล่นควรจะรู้จักตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่นบ้างนะครับ รีวิวโดย limp2551 |